Header Ads

Climate Shift! ไทยเข้าสู่ยุคอากาศสุดขั้ว เบเยอร์เตือน “หลังคา-ดาดฟ้า” จุดเสี่ยงใหม่ของบ้านไทย ฝนหนักสลับแดดแรง เร่งปัญหารั่วซึมเร็วกว่าที่เคย


กรุงเทพฯ
– ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “Climate Shift” หรือการเปลี่ยนผ่านสู่สภาวะอากาศสุดขั้วที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมที่ผู้คนคุ้นเคยกับฤดูร้อนและฤดูฝนแบบคาดการณ์ได้ วันนี้หลายพื้นที่กลับเผชิญ “ฝนตกหนักฉับพลันสลับแดดจัด” ภายในช่วงเวลาเดียวกัน จนส่งผลกระทบต่อทั้งคุณภาพชีวิต เมือง และโครงสร้างอาคารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อมูลจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports (2025) ซึ่งศึกษาข้อมูลสภาพอากาศย้อนหลัง 40 ปีของประเทศไทย ระหว่างปี 1981–2021 พบว่า หลายพื้นที่มีแนวโน้มเผชิญเหตุการณ์ฝนตกหนักสะสมในระยะเวลาสั้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่แบบจำลองภูมิอากาศ CMIP6 ยังสะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่วงจร “ร้อนจัด–ฝนหนัก” ที่เกิดถี่ขึ้นในหลายภูมิภาค

สอดคล้องกับหลักการทางภูมิอากาศของ IPCC ที่ระบุว่า ทุกการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก 1 องศาเซลเซียส บรรยากาศจะสามารถกักเก็บความชื้นได้เพิ่มขึ้นราว 7% ส่งผลให้เมื่อเกิดฝน ปริมาณและความรุนแรงของฝนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนผ่านข้อมูลน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของไทยที่บางปีมีพื้นที่ได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นมากกว่า 8 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปกติ


คุณพวงเพ็ญ แสงเพชร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เบเยอร์ จำกัด
กล่าวว่า ปัจจุบันบ้านไทยกำลังเผชิญ “ภาระใหม่” จากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะบริเวณ “หลังคาและดาดฟ้า” ซึ่งกลายเป็นด่านแรกที่ต้องรับแรงกระแทกจาก Climate Shift โดยตรง

“วันนี้เราไม่ได้เผชิญแค่ฤดูฝนหรือฤดูร้อนที่รุนแรงขึ้น แต่กำลังเห็นรูปแบบอากาศที่เปลี่ยนเร็วและสุดขั้วกว่าเดิม ฝนที่ตกหนักฉับพลันสลับกับแดดจัด ทำให้วัสดุบนหลังคาและดาดฟ้าต้องเผชิญการขยายตัวและหดตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งเร่งการเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่หลายคนคิด”

งานวิจัยด้านวัสดุอาคารยังชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแบบเฉียบพลัน รวมถึงความชื้นสะสมจากฝนหนัก เป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้พื้นผิวคอนกรีตและชั้นเคลือบป้องกันเกิด “Micro-crack” หรือรอยแตกร้าวขนาดเล็ก ซึ่งมักพัฒนาไปสู่ปัญหารั่วซึมโดยที่เจ้าของบ้านไม่ทันสังเกต

โดยเฉพาะในช่วงแดดจัด อุณหภูมิพื้นผิวหลังคาและดาดฟ้าอาจสูงเกิน 60 องศาเซลเซียส ก่อนลดฮวบลงอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดฝนตกหนัก ส่งผลให้วัสดุต้องเผชิญ Stress Cycle หรือวงจรความเครียดจากการขยายตัว–หดตัวอย่างต่อเนื่อง จนเร่งอายุการเสื่อมสภาพของโครงสร้างเร็วกว่าปกติ

คุณพวงเพ็ญ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน “บ้านใหม่” เองก็มีความเสี่ยงไม่ต่างจากบ้านเก่า หากวัสดุหรือระบบปกป้องอาคารไม่ได้ถูกออกแบบให้รองรับสภาพอากาศยุคใหม่

“คนส่วนใหญ่มักคิดว่าหลังคารั่วคือเรื่องของบ้านเก่า แต่ในความเป็นจริง บ้านใหม่ก็เสี่ยงได้ หากวัสดุไม่ได้ถูกออกแบบให้รับมือกับสภาพอากาศแบบใหม่ เพราะวันนี้ภาระที่โครงสร้างต้องรับ ไม่เหมือนเมื่อสิบปีก่อนอีกแล้ว”

“นี่คือเหตุผลที่เจ้าของบ้านยุคใหม่ต้องเปลี่ยน mindset จากการซ่อมเมื่อเสีย มาเป็นการตรวจสอบและป้องกันเชิงรุก เพราะความเสียหายจากน้ำรั่วมักเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็น”

จากแนวโน้มดังกล่าว Beger เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมระบบกันซึมและเคลือบปกป้องอาคารอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ Beger Roofseal Cool ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสภาพอากาศยุค Climate Shift ทั้งด้านการสะท้อนความร้อน ลดอุณหภูมิพื้นผิว และช่วยปกป้องหลังคา–ดาดฟ้าจากฝนและความชื้นสะสม

พร้อมยกระดับการปกป้องด้วยเทคโนโลยี Graphene วัสดุนวัตกรรมขั้นสูงที่มีคุณสมบัติเด่นด้านความแข็งแรงและความยืดหยุ่น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของฟิล์มเคลือบให้ทนต่อการแตกร้าว การขยายตัว–หดตัวของพื้นผิว และสภาพอากาศที่รุนแรงมากขึ้น

“เราเชื่อว่าบ้านยุคใหม่ ต้องไม่ได้แค่สวย แต่ต้องพร้อมรับมือโลกที่เปลี่ยนไป เพราะวันนี้ Climate Shift ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป” คุณพวงเพ็ญ กล่าวทิ้งท้าย

เพราะเมื่อ “ฝนไม่เหมือนเดิม”
“แดดไม่เหมือนเดิม”
บ้านไทยเอง ก็ไม่ควรถูกดูแลแบบเดิมอีกต่อไป


backlink: https://www.beger.co.th/th/blog/7-home-risk-checks-before-rainy-season

References:
https://www.nature.com/articles/s41598-025-86826-x https://www.nationthailand.com/sustaination/40056266


ไม่มีความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย Blogger.